Carbon Footprint องค์กร (CFO) คืออะไร?

Carbon Footprint for Organization หรือ CFO คือการประเมินและรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่องค์กรปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ในรอบปี หน่วยที่ใช้คือ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)

พูดง่ายๆ คือการ "ชั่งน้ำหนัก" ว่าองค์กรของเราปล่อย carbon ออกมามากแค่ไหน จากทุกกิจกรรมที่ทำ ตั้งแต่ใช้ไฟฟ้า เผาเชื้อเพลิง ไปจนถึงการเดินทางของพนักงาน

ถ้าค้นหาว่า CFO คืออะไร ในบริบทของสิ่งแวดล้อม คำนี้ไม่ได้หมายถึง Chief Financial Officer แต่หมายถึงการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร เพื่อให้องค์กรรู้แหล่งปล่อยหลัก วางแผนลดคาร์บอน และใช้ข้อมูลตอบลูกค้า คู่ค้า หรือรายงาน ESG ได้อย่างน่าเชื่อถือ

มาตรฐานที่ใช้ในประเทศไทย

การทำ CFO ในไทยอ้างอิงตาม TGO (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) และมาตรฐานสากล ISO 14064-1 ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

Scope 1, 2, 3 คืออะไร?

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรแบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (Scope) ตามแหล่งที่มา — diagram ด้านล่างแสดงให้เห็นภาพรวมของทั้ง 3 Scope และความสัมพันธ์กับองค์กร

Scope 1
การปล่อยโดยตรง

จากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุม เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน ยานพาหนะ เครื่องปั่นไฟ

ตัวอย่าง: น้ำมันดีเซล, LPG, ก๊าซธรรมชาติ
Scope 2
การปล่อยทางอ้อมจากพลังงาน

จากการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานที่องค์กรซื้อมาใช้ มักเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดสำหรับองค์กรส่วนใหญ่

ตัวอย่าง: ค่าไฟฟ้าจาก MEA/PEA, ไอน้ำที่ซื้อมา
Scope 3
การปล่อยทางอ้อมอื่นๆ

จากกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมโดยตรง เลือกประเมินตามความเกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง: การเดินทางพนักงาน, ของเสีย, วัตถุดิบ

องค์กรไหนต้องทำ CFO บ้าง?

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ทุกองค์กรต้องทำ CFO แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้การทำ CFO กลายเป็น "ต้องทำ" ในทางปฏิบัติ

ลูกค้าหรือคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานต้องการ

บริษัทข้ามชาติและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งเริ่มขอข้อมูล carbon จากซัพพลายเออร์ เพื่อรายงาน Scope 3 ของตัวเอง

ต้องการการรับรองหรือ label

เช่น Carbon Neutral, Carbon Footprint Label จาก TGO หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ ที่ต้องใช้ข้อมูล CFO เป็นฐาน

รายงาน ESG หรือ Sustainability Report

องค์กรที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือต้องการเปิดเผยข้อมูล ESG จำเป็นต้องมีข้อมูล GHG ที่น่าเชื่อถือ

ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จะลดได้ต้องรู้ก่อนว่าปล่อยมาจากไหนมากที่สุด CFO คือจุดเริ่มต้นของแผน Net Zero ที่แท้จริง

ขั้นตอนการทำ CFO เบื้องต้น

โดยทั่วไปการทำ CFO มีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน

1
กำหนดขอบเขตองค์กร (Organizational Boundary)

ระบุว่าองค์กรของเราประกอบด้วยสถานที่ บริษัท หรือกิจกรรมใดบ้างที่จะรวมในการประเมิน

2
กำหนดขอบเขตการดำเนินงาน (Operational Boundary)

เลือกว่าจะประเมิน Scope ใดบ้าง และแหล่งปล่อยก๊าซ (emission source) อะไรที่จะรวม

3
รวบรวมข้อมูลกิจกรรม (Activity Data)

เก็บข้อมูลจากทุกแหล่ง เช่น ปริมาณเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ระยะทางการเดินทาง — ขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุด

4
คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นำข้อมูลกิจกรรมคูณกับ Emission Factor ที่เหมาะสม เพื่อแปลงเป็น tCO₂e

5
จัดทำรายงานและขอรับรอง (ถ้าต้องการ)

สรุปผลลัพธ์ วิเคราะห์ hotspot และยื่นขอการรับรองจาก TGO ถ้าต้องการ Carbon Footprint Label

1
กำหนดขอบเขต
2
เลือก Scope
3
รวบรวมข้อมูล
4
คำนวณ GHG
5
จัดทำรายงาน
ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปได้แก่ ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้า ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ ข้อมูลยานพาหนะ และข้อมูลของเสีย — ทีม ACCARBON จะช่วยกำหนดรายการข้อมูลที่ต้องเตรียมให้ชัดเจนก่อนเริ่มโครงการ

เมื่อไหร่ควรใช้ที่ปรึกษา Carbon Footprint?

องค์กรสามารถเริ่มรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเองได้ แต่ถ้าต้องใช้รายงานเพื่อตอบคู่ค้า ขอรับรอง TGO จัดทำ ESG report หรือมีหลาย site ที่ข้อมูลกระจาย การมีที่ปรึกษา Carbon Footprint จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องขอบเขตผิด ข้อมูลตกหล่น และการเลือก emission factor ไม่เหมาะสม

บทบาทของที่ปรึกษาไม่ใช่แค่คำนวณตัวเลข แต่ช่วยออกแบบขอบเขต CFO ตรวจความสมเหตุสมผลของข้อมูล ทำ GHG Inventory วิเคราะห์ hotspot และแปลงผลลัพธ์ให้เป็น action plan ที่องค์กรใช้งานต่อได้จริง

CFO ต่างจาก CFP อย่างไร?

CFO
Carbon Footprint
for Organization
  • ระดับ องค์กร
  • ครอบคลุมทุกกิจกรรมในรอบปี
  • อ้างอิง ISO 14064-1 / TGO
  • เหมาะสำหรับ ESG Reporting
VS
CFP
Carbon Footprint
for Product
  • ระดับ ผลิตภัณฑ์
  • ตลอด Life Cycle ของสินค้า
  • อ้างอิง ISO 14067 / TGO
  • เหมาะสำหรับ Carbon Label

องค์กรส่วนใหญ่เริ่มจาก CFO ก่อน เพราะให้ภาพรวมของทั้งองค์กร แล้วค่อยทำ CFP สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ label หรือมีลูกค้าขอข้อมูล

สรุป

Carbon Footprint องค์กร (CFO) ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจในยุคที่ลูกค้า คู่ค้า และผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับ sustainability มากขึ้น

จุดที่ยากที่สุดคือการรวบรวมข้อมูลและกำหนดขอบเขตให้ถูกต้อง ซึ่งทีมที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จะช่วยให้กระบวนการราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่นำไปใช้งานได้จริง