โลกร้อน โลกรวน ต่างกันยังไง?
โลกร้อน (Global Warming) หมายถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งกักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้มากกว่าเดิม
โลกรวน (Climate Disruption) เป็นคำที่ใช้สื่อถึงผลกระทบที่กว้างกว่าแค่ "ร้อน" — รวมถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น ฝนตกหนักผิดฤดู น้ำท่วมรุนแรงขึ้น ภัยแล้งยาวนานขึ้น พายุรุนแรงขึ้น และฤดูกาลที่ไม่แน่นอน
อุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.2°C จากยุคก่อนอุตสาหกรรม ข้อตกลงปารีสตั้งเป้าไม่ให้เกิน 1.5°C — ทุก 0.1°C ที่เพิ่มขึ้นมีผลกระทบจริงต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
ทำไมนักธุรกิจต้องสนใจเรื่องนี้?
Climate Change สร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจใน 2 ทาง ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Physical Risk และ Transition Risk
น้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ล้วนกระทบโดยตรงต่อโรงงาน คลังสินค้า เส้นทางขนส่ง และวัตถุดิบทางการเกษตร — อุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และโลจิสติกส์ไทยได้รับผลกระทบแล้วครับ
กฎระเบียบใหม่ เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของ EU ที่จะเก็บภาษี carbon จากสินค้านำเข้า กฎหมาย ESG Reporting ที่เข้มขึ้น และการที่นักลงทุนถอนทุนจากธุรกิจที่ปล่อย carbon สูง
สถาบันการเงินชั้นนำเริ่มประเมิน climate risk ในการปล่อยสินเชื่อ และลูกค้า B2B โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ เริ่มตัด supplier ที่ไม่มีข้อมูล GHG ออกจาก supply chain
CBAM คืออะไร ทำไมผู้ส่งออกไทยต้องรู้?
Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM คือกลไกของสหภาพยุโรปที่เรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียม carbon" จากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อย GHG ในกระบวนการผลิต เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ครอบคลุมสินค้ากลุ่มแรกได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม ปุ๋ย ซีเมนต์ ไฟฟ้า และไฮโดรเจน
ถ้าผลิตสินค้าที่อยู่ในกลุ่ม CBAM และส่งออกไป EU — ต้องแสดงข้อมูล GHG ของกระบวนการผลิต และถ้าปล่อยมากกว่าค่าเฉลี่ยของ EU จะต้องซื้อ CBAM certificate มาชดเชย ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยตรง
ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างแล้ว?
ภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกันทำให้ผลผลิตข้าว อ้อย มันสำปะหลังไม่แน่นอน ต้นทุนวัตถุดิบผันผวนมากขึ้น
ลูกค้าในยุโรปและญี่ปุ่นเริ่มขอข้อมูล carbon footprint จากซัพพลายเออร์ไทย ถ้าไม่มีอาจเสียลูกค้าได้
อาคารที่ไม่ผ่าน green building standard เริ่มมีมูลค่าลดลงและให้เช่ายากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าบริษัทข้ามชาติ
แล้วองค์กรควรทำอะไรก่อน?
ก่อนจะบอกว่าจะลดได้ยังไง ต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้ปล่อย GHG มาจากกิจกรรมอะไรบ้าง และเท่าไหร่ — CFO คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ประเมินว่า physical risk และ transition risk ไหนที่กระทบธุรกิจมากที่สุด เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการรับมือ
กำหนดเป้าหมายลด GHG ที่วัดได้ เช่น ลด 30% ภายในปี 2030 พร้อมแผนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน
เปิดเผยข้อมูล GHG ผ่าน sustainability report, ตอบแบบสอบถามจาก CDP, หรือรับการรับรองจาก TGO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
องค์กรที่เริ่มวัด ลด และรายงาน GHG ก่อนคู่แข่ง จะได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าระดับสากล แหล่งทุน Green Finance และโอกาสทางธุรกิจใหม่ เช่น การขาย carbon credit จากโครงการลดการปล่อยของตัวเองครับ
Framework ที่องค์กรใช้รับมือ Climate Change
Framework สำหรับเปิดเผยความเสี่ยงและโอกาสจาก climate change ในรายงานการเงิน กำลังจะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับบริษัทจดทะเบียนในหลายประเทศ
การตั้งเป้าลด GHG ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5°C — เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในระดับสากล
มาตรฐานสากลสำหรับการวัดและรายงาน GHG ซึ่งเป็นฐานของ CFO และ CFP ทั้งหมด รวมถึง TGO ของไทยด้วย
สรุป — เริ่มวันนี้ดีกว่ารอ
Climate Change ไม่ใช่ภัยคุกคามในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และโอกาสทางธุรกิจในปัจจุบันแล้ว
จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดและได้ผลชัดเจนที่สุดคือการทำ Carbon Footprint Organization (CFO) เพื่อรู้ว่าองค์กรของเราปล่อย GHG มาจากไหนบ้าง แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเริ่มวางแผนรับมือและสื่อสารกับ stakeholder ได้แล้วครับ
